ในพื้นที่โรงงาน ที่มีทั้งคน เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานพร้อมกัน ความร้อน และอากาศเสีย มักสะสมจนกระทบ ทั้งประสิทธิภาพการผลิต และสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน การติดตั้งพัดลมระบายอากาศโรงงาน จึงเป็นสิ่งจำเป็น บทความนี้ จะพาคุณไปรู้จัก ความสำคัญของพัดลมระบายอากาศโรงงาน และวิธีเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับสภาพการทำงานจริง ยกระดับคุณภาพชีวิต ในพื้นที่อุตสาหกรรมไปกับเรา
พัดลมระบายอากาศโรงงาน คือ อะไร
พัดลมระบายอากาศโรงงาน คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ ถ่ายเทอากาศเสีย ระบายความร้อน และลดความชื้น จากภายในอาคารออกสู่ภายนอก เพื่อให้ภายในโรงงาน หรือโกดัง มีอากาศที่ถ่ายเทสะดวก ลดความอึดอัด และความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนทำงาน รวมถึงช่วยรักษาอุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการทำงานของเครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า
แม้หลักการทำงาน จะคล้ายกับพัดลมระบายอากาศทั่วไป สิ่งที่แตกต่าง คือ การคำนวณขนาด การเลือกคุณสมบัติ ตำแหน่งการติดตั้ง ที่ควรสอดคล้องกับปริมาณคน เครื่องจักร และพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อให้ระบบระบายอากาศ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทำไมการติดตั้งพัดลมระบายอากาศโรงงานถึงสำคัญ
1. ลดมลพิษทางอากาศ และไอระเหยอันตราย
ภายในโรงงาน มักมีฝุ่น ควัน หรือสารเคมีจากกระบวนการผลิต หากไม่มีระบบระบายอากาศที่ดี มลพิษเหล่านี้ จะสะสม และเกินกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย การใช้พัดลมระบายอากาศ ช่วยดึงเอาอากาศเสียออกไป ลดความเข้มข้นของสารอันตราย
2 .เพื่อสุขภาพ และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน
อากาศที่ถ่ายเทดี ช่วยลดความร้อน ความอึดอัด และความเสี่ยงจากการเจ็บป่วย ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ เมื่อพนักงานทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น ผลงาน และประสิทธิภาพการทำงานก็สูงขึ้นตามไปด้วย
3. ประหยัดพลังงาน และค่าใช้จ่ายระยะยาว
พัดลมระบายอากาศ ช่วยรักษาอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไป และลดความชื้นภายในโรงงาน ส่งผลให้ระบบปรับอากาศ หรือระบบทำความเย็นทำงานเบาลง ใช้พลังงานน้อยลง และช่วยยืดอายุการใช้งาน
ประเภทพัดลมระบายอากาศที่นิยมใช้ในโรงงาน
โรงงานส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้พัดลมเพียงชนิดเดียว แต่เลือก ผสมผสานหลายประเภท ตามลักษณะห้อง และกระบวนการผลิต เช่น ใช้ พัดลมแนวแกน (Axial Fan) สำหรับระบายความร้อนทั่วไป ร่วมกับ พัดลมแรงเหวี่ยง (Centrifugal Fan) สำหรับกำจัดฝุ่นหนัก และพัดลมแรงดันสูง (High Pressure Fan) สำหรับงานที่มีสารเคมี หรือก๊าซอันตราย
- พัดลมระบายอากาศแรงเหวี่ยง (Centrifugal Fans / Blowers)
-
- ทำงานโดยดูดอากาศเข้าด้านข้าง แล้วเหวี่ยงออกด้านข้าง หรือออกด้านบน
- เหมาะกับงานที่มี ฝุ่น ควัน หรืออนุภาคปริมาณมาก เช่น โรงงานไม้ โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานสิ่งทอที่มีฝุ่นละเอียด โรงงานแป้ง
- ใช้ในอุตสาหกรรมใหญ่ ใช้แรงดันสูงกว่าแบบแกน และทนต่อการทำงาน
2. พัดลมระบายอากาศแรงดันสูง (High Pressure Fans / Industrial Blowers)
-
- ให้แรงดูด และแรงดันสูง ใช้สำหรับการกำจัด ก๊าซ สารเคมี ไอระเหย หรือฝุ่นพิษ
- เหมาะกับโรงงาน ที่มีกระบวนการทางเคมี เช่น โรงพ่นสี โรงงานสารเคมี โรงงานขัดโลหะ
- เน้นใช้ในงานที่ต้องควบคุมสารอันตราย ในอากาศ ให้อยู่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานของความปลอดภัย
3. พัดลมระบายอากาศแนวแกน (Axial Fans)
-
- อากาศไหลขนานไปกับแกนใบพัด ให้ปริมาณลมมาก แต่แรงดันต่ำ
- เหมาะสำหรับการถ่ายเทอากาศพื้นที่ขั้นตอนการผลิตที่เปิดโล่ง หรือ พื้นที่ ที่ต้องการการหมุนเวียนอากาศอย่างต่อเนื่อง เช่นโกดัง ห้องเครื่องจักร ห้องเครื่องแปลงไฟ
- มีข้อดี คือ ประหยัดพลังงานมากกว่าพัดลมแรงเหวี่ยง ใช้ในงานที่ไม่ต้องการแรงดันสูง
ปัจจัยในการเลือกพัดลมระบายอากาศโรงงานให้ถูกรุ่น คุ้มค่า ปลอดภัย
1. จุดประสงค์ในการใช้งาน
ต้องการใช้พัดลม เพื่อระบายอะไร เช่น ความร้อน จากเครื่องจักร หรือคนงาน หรือ ฝุ่นละออง จากกระบวนการผลิตไม้, แป้ง, สิ่งทอ หรือ ไอสารเคมี / ควัน จากการพ่นสี, งานเชื่อม, โรงงานเคมี เพราะแต่ละลักษณะงาน จะต้องเลือกพัดลมที่มีแรงดัน และคุณสมบัติแตกต่างกัน
2. เลือกประเภทของพัดลมระบายอากาศ
ตามความนิยมในการใช้ มี 3 แบบ พัดลมระบายอากาศแรงเหวี่ยง (Centrifugal Fans / Blowers) พัดลมระบายอากาศแรงดันสูง (High Pressure Fans / Industrial Blowers) พัดลมระบายอากาศแนวแกน (Axial Fans)
3. วิธีคำนวณขนาดพัดลมระบายอากาศโรงงาน
| ขั้นตอน | รายละเอียด | ตัวอย่างการคำนวณ |
|---|---|---|
| 1. วัดขนาดโรงงาน | กว้าง × ยาว × สูง = ปริมาตรอาคาร (ลูกบาศก์เมตร) | 20 ม. × 30 ม. × 6 ม. = 3,600 m³ |
| 2. เลือก ACH (Air Change per Hour) | – โรงงานทั่วไป: 6–10 รอบ/ชั่วโมง – โรงงานร้อนมาก / มีฝุ่น หรือสารเคมี: 10–20 รอบ/ชั่วโมง |
เลือก 10 รอบ/ชม. |
| 3. คำนวณปริมาณลม (Airflow) | สูตรคำนวณ: ปริมาณลม (m³/hr) = ปริมาตรอาคาร (m³) × ACH |
3,600 × 10 = 36,000 m³/hr |
- คำนวณปริมาณลม (m³/hr) ตามสูตร จะสามารถรู้ปริมาณลมที่ต้องใช้
- ตรวจสอบความต้านทานในระบบ (Static Pressure, Pa หรือ mmH₂O) เช็คว่ามีท่อ ฟิลเตอร์ อุปกรณ์ดักฝุ่นมากน้อยแค่ไหน
- เลือกชนิดพัดลม :
- ถ้าลมมาก ความดันต่ำ เลือก พัดลมระบายอากาศแนวแกน (Axial Fans)
- ถ้าลมปานกลาง ความดันสูงปานกลาง เลือก พัดลมระบายอากาศแรงเหวี่ยง (Centrifugal Fans / Blowers)
- ถ้าความดันสูงมาก ต้องการแรงดันพิเศษ เลือก พัดลมระบายอากาศแรงดันสูง (High Pressure Fans / Industrial Blowers)
4. คุณสมบัติที่ควรพิจารณา
นอกจากแรงลม และแรงดันแล้ว ยังควรดูเรื่องอื่น ๆ เช่น
- ระดับเสียง (Noise Level) ต้องไม่เกินมาตรฐานแรงงานในโรงงาน
- วัสดุและมาตรฐานความปลอดภัย เช่น พัดลมกันระเบิด (Explosion-proof Fan) สำหรับงานที่มีสารไวไฟ, ได้มาตรฐาน ISO หรือ AMCA
- กฎหมายในประเทศไทย
- กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงานพ.ศ. 2535 กล่าวถึงหนึ่งในลักษณะของโรงงานว่า จัดให้มีการระบายอากาศที่เหมาะสม โดยให้มีพื้นที่ประตูหน้าต่าง และช่องลมรวมกัน โดยไม่นับที่ติดต่อระหว่างห้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ส่วนของพื้นที่ของห้อง หรือมีการระบายอากาศไม่น้อยกว่า 0.5 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ต่อคนงานหนึ่งคน
- กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐาน และวิธีการตรวจสอบกลิ่นในอากาศจากโรงงาน ได้มีการกำหนดค่าความเข้มกลิ่นจากโรงงานไว้ว่า ห้ามโรงงานระบายอากาศที่มีกลิ่นออกมา เว้นแต่จะได้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างให้มีค่าเข้มข้นไม่เกินขอบเขต ดังนี้ ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม ภายในรั้วโรงงาน จะไม่เกิน 30 ปล่องระบายอากาศไม่เกิน 1,000 ส่วนนอกเขตพื้นที่อุตสาหกรรม ภายในรั้วโรงงาน จะไม่เกิน 15 ปล่องระบายอากาศไม่เกิน 300
กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย เช่นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกําหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศ ที่ระบายออกจากโรงงานพ.ศ. 2549, ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกําหนดค่าปริมาณเขม่าควัน ที่เจือปนในอากาศ ที่ระบายออกจากปล่องของหม้อน้ำของโรงงานพ.ศ. 2549 ฯลฯ บางทีอาจกำหนดเฉพาะประเภทโรงงาน
5. งบประมาณ
นอกจากค่าพัดลมระบายอากาศแล้ว การเลือกต้องมองรวมถึง
-
- ค่าไฟฟ้าและประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) : พัดลมที่ใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงอาจราคาสูงกว่า แต่ประหยัดไฟในระยะยาว
- ค่าบำรุงรักษา (Maintenance) : ใบพัด, มอเตอร์ และตลับลูกปืนต้องเปลี่ยนตามรอบเวลา
- อายุการใช้งาน : พัดลมคุณภาพดี จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน อาจใช้งานได้ยาวนานกว่า 10–15 ปี
สรุป
พัดลมระบายอากาศโรงงาน มีบทบาทสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อมภาย ในอาคารอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความร้อน ลดการสะสมของมลพิษทางอากาศ ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน หรือช่วยให้เครื่องจักรทำงานได้ ในสภาวะที่เหมาะสม การเลือกใช้อุปกรณ์ให้ตรงกับลักษณะงาน และขนาดพื้นที่ รวมถึงคำนึงถึงระดับเสียง มาตรฐานด้านความปลอดภัย และต้นทุนในระยะยาว จะทำให้ระบบระบายอากาศ มีความคุ้มค่า และเสถียร การลงทุนในพัดลมระบายอากาศ ที่ออกแบบถูกต้อง คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงาน

