หัวจ่ายแอร์ที่ดีไม่ได้เลือกแบบจากดีไซน์หรือขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก ภาพรวมของระบบปรับอากาศทั้งหมด ตั้งแต่ลักษณะพื้นที่ แรงดันลม ไปจนถึงข้อจำกัดหน้างานจริง การเลือกผิดอาจทำให้ลมไม่สมดุล เสียงดัง หรือระบบทำงานหนักเกินจำเป็น
หัวจ่ายแอร์ ต้องดูอะไรบ้าง? เช็คลิสต์สำคัญที่ต้องรู้ก่อนสั่งผลิต
เริ่มตั้งแต่การวัดขนาดห้อง การเช็กแรงดันลมจาก FCU การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการคำนึงถึงงานตกแต่ง เพื่อให้หัวจ่ายแอร์ที่คุณเลือกได้ประสิทธิภาพสูงสุด ตามตาราง ดังนี้
| รายการข้อมูล | สิ่งที่ต้องพิจารณา | ตัวอย่าง / ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| ◻ 1. ขนาดพื้นที่ | วัดระยะของบริเวณทั้งหมดด้วย ความกว้าง × ความยาว × ความสูง | ฝ้าที่ต่ำกว่า 2.4 เมตรไม่ควรใช้ 4-Way Diffuser ลมจะตกแรง |
| ◻ 2. ลักษณะการใช้งาน | เช็คประเภทพื้นที่ เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องนอน โถงทางเดิน หรือโรงงานอุตสาหกรรม | Square 4-way เหมาะกับโถงทางเดิน ลมจ่ายจากกลางห้องกระจายตัวดี |
| ◻ 3. แรงดันลม (CFM / Static Pressure) | ตรวจค่า CFM หรือแรงดันลมภายในท่อ (SP จากพัดลม/FCU) เพื่อเลือกหัวจ่าย ที่รองรับแรงดันได้เหมาะสม | Linear Bar ต้องการแรงดันสูงกว่า Slot Diffuser ควรวัดแรงดันจาก FCU ก่อนสั่ง |
| ◻ 4. ความสวยงามของการตกแต่ง | พิจารณาแนวฝ้า ความต่อเนื่อง การซ่อนแนวต่อ และวัสดุเคลือบสี | งาน Interior Hi-End นิยม Linear Slot เพราะไม่มีรอยต่อ เรียบหรู |
| ◻ 5. ข้อจำกัดหน้างาน | ตรวจพื้นที่จริง เช่น ฝ้าแคบ ติดคาน มีโคมไฟ สปริงเกอร์ หรืออุปกรณ์อื่น | ต้องเลือกความยาว-ความกว้าง ให้ตรงข้อจำกัด และติดตั้งได้จริง |
| ◻ 6. วัสดุ & งบประมาณ | เลือกวัสดุตามการใช้งาน เช่น ABS, Aluminium, Stainless | ห้องทั่วไปใช้ ABS หรือ Aluminium พื้นที่ชื้นควรใช้ Stainless (ราคาสูง) |
เทคนิควัดขนาดหัวจ่ายแอร์ ก่อนสั่งผลิต
ก่อนสั่งผลิตหัวจ่ายแอร์ ไม่ว่าจะเป็นงานใหม่ หรืองานเปลี่ยนของเดิม การวัดขนาดให้ถูกต้อง คือ ขั้นตอนสำคัญ ที่ช่วยให้หน้างานติดตั้งราบรื่น ไม่ต้องแก้ไข หรือเจาะซ้ำ

การวัดขนาดหัวจ่ายแอร์จะมี 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. วัดขนาดคอท่อ หรือช่องต่อท่อ (Neck Size) คือ ขนาดช่องลมจริง ที่หัวจ่ายแอร์จะถูกเสียบเข้าท่อ หรือกล่องลม
-
- จุดที่วัด : วัดด้านในของช่องเจาะ หรือปลายท่ออากาศจริง เช่น 300 × 300 มม.
- เคล็ดลับ : ควรวัดอย่างน้อย 2 จุด (บน–ล่าง / ซ้าย–ขวา) เพื่อเช็กความตรงของช่อง
2. วัดขนาดหน้าหัวจ่ายแอร์รวมกรอบ (Face Size) คือ ขนาดโดยรวมของหัวจ่ายรวมขอบ หรือปีกทั้งหมด เมื่อมองจากด้านหน้า
ใช้สำหรับกำหนดช่องเจาะผนัง หรือฝ้า ให้พอดีกับกรอบภายนอก
-
- สูตรคำนวณหาขนาดหน้าหัวจ่าย (Face Size) : ขนาดหน้าหัวจ่าย = ขนาดคอท่อ หรือช่องต่อท่อ + ขอบกรอบซ้าย/ขวา/บน/ล่าง อย่างละ 25 มม.
ตัวอย่างเช่น : ขนาดคอท่อ หรือช่องต่อท่อ กว้าง 300 × ยาว 300 มม. แปลว่า ขนาดหน้าหัวจ่ายแอร์รวมกรอบ (Face Size) ประมาณ กว้าง 350 × ยาว 350 มม.
3. กำหนดระยะห่างระหว่างซี่ใบ (Bar Spacing) คือ ระยะช่องว่างระหว่างใบหัวจ่ายแอร์ ซึ่งมีผลต่อทิศทาง และแรงลม
โดยหลักการ ถ้าช่องห่างมาก จะทำให้ แรงลมมากขึ้น และเสียงดังขึ้น
ถ้าช่องห่างแคบ จะทำให้ ลมเรียบเงียบกว่า
-
- ขนาดมาตรฐานทั่วไป : 6 มม. / 9 มม. / 12 มม. โดยจะขึ้นอยู่กับรุ่น และการออกแบบ
วิธีเลือกหัวจ่ายแอร์ ที่เหมาะกับลักษณะแรงลม
ตามหลักการแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ช่องจ่ายลมออก (Supply) และ ช่องดูดลมกลับ (Return)

1. สำหรับช่องจ่ายลมออก (Supply)
| ประเภท | ลักษณะลม | ใช้เมื่อไหร่ | ไม่เหมาะเมื่อไหร่ |
|---|---|---|---|
| Slot Diffuser (LSD) | ลมออกแนวนอน ลื่นตามฝ้า ลมกระจายตัวนุ่ม | พื้นที่โล่ง เพดานสูง 2.7–3.0 ม. เช่น ออฟฟิศ open-plan, โชว์รูม, โถงโล่ง | เพดานต่ำ ลมตกลงที่นั่งเร็ว ห้องแคบที่ต้องการลมไปไกล |
| Linear Bar Grille (LBG) | ลมตรง ชี้ทิศทางตามมุมใบปรับ ส่งลมได้ไกล | โถงยาว, ทางเดิน หรือพื้นที่ที่ต้องการทิศลมชัดเจน | ห้องเล็ก / เพดานต่ำแล้วเกิดลม draft |
| Square 4-Way Diffuser (SQ) | ลมกระจายรอบ 4 ทิศทางทั่วห้อง | ห้องขนาดกลาง–ใหญ่ เช่น ห้องประชุม ออฟฟิศ ห้องเรียน | ห้องแคบยาว หรือมีคานขวางลม ทำให้ลมไม่ถึงปลายห้อง |
| Round Diffuser (RAD) | ลมกระจายรอบทิศ 360° เหมาะติดกลางห้อง | เพดานสูง โถงเปิดโล่ง เช่น ล็อบบี้โรงแรม ยิมออกกำลังกาย | เพดานต่ำ / ฝ้าซ่อน ลมตกแรง กระจายไม่ดี |
| Supply Air Register Grille (SAG) หรือ เป่าข้าง | ปรับทิศลมได้อิสระ 2 แนว | ห้องที่ต้องการการควบคุมทิศลมเฉพาะ เช่น ห้องทดลอง (Laboratory) | พื้นที่เปิดโล่งกว้าง ลมชนกันกลางห้อง |
2. สำหรับช่องดูดลมกลับ (Return)
| ประเภท | ลักษณะลม / การทำงาน | ใช้เมื่อไหร่ | ไม่เหมาะเมื่อไหร่ |
|---|---|---|---|
| Return Air Grille (RAG) | ดูดลมกลับจากภายในห้องเข้าสู่ AHU หรือ FCU เพื่อหมุนเวียนอากาศในระบบท่อลม | พื้นที่ทั่วไป เช่น บ้าน, สำนักงาน, ร้านค้า, พื้นที่แนว low-velocity | ไม่ควรติดใกล้ช่อง Supply มากเกินไป เพราะลมจะหมุนวน ไม่กระจายทั่วห้อง |
| Filter Return Grille (RFG) | ดูดลมกลับโดยมีแผ่นฟิลเตอร์กรองฝุ่นในตัว | ห้องที่ต้องการการบำรุงรักษาง่าย เช่น ห้องพักอาศัย, ออฟฟิศ หรือพื้นที่ที่ต้องการการกรองฝุ่น | ไม่เหมาะกับระบบลมสูง หรือระบบแรงดันต่ำ เพราะฟิลเตอร์ทำให้ลมลดลง |
| Exhaust Air Grille (EAG) | ดูดอากาศออกจากภายในสู่นอกอาคาร เพื่อระบายกลิ่น ความชื้น และความร้อน | ห้องน้ำ, ห้องครัว, ห้องเครื่อง, หรือห้องที่ต้องการระบายอากาศต่อเนื่อง | ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องคงแรงดันภายใน เช่น Cleanroom หรือห้องความดันบวก |
| Fresh Air Grille (FAG) | นำอากาศสดจากภายนอกเข้าสู่ระบบ เพื่อเพิ่มคุณภาพอากาศภายใน | โรงพยาบาล, สำนักงาน, โรงงาน | ไม่ควรติดตั้งบริเวณลมเสีย เช่น ท่อไอเสีย เพราะจะดึงอากาศไม่บริสุทธิ์เข้าสู่ระบบ |
| Louver | รับอากาศภายนอก พร้อมป้องกันน้ำฝน และแมลงด้วยบานเกล็ด | ใช้ที่ผนังภายนอกอาคาร หรือดาดฟ้า | ไม่เหมาะในพื้นที่ลมย้อนแรงมาก หรือบริเวณที่มีฝุ่นสูง ต้องใช้ตะแกรงเสริม |
ใครมีหน้าที่ออกแบบ และเลือกหัวจ่ายแอร์ ในโปรเจคระบบระบายอากาศ (HVAC)?
-
- วิศวกรระบบปรับอากาศ (HVAC Engineer) คือ ผู้ออกแบบระบบระบายอากาศ และ ระบบปรับอากาศหลัก กำหนดตำแหน่ง และขนาดหัวจ่ายแอร์
- สถาปนิก (Architect / Interior Designer) คือ ผู้ออกแบบตามความกลมกลืนกับดีไซน์ภายใน เช่น หัวจ่ายแอร์ประเภท Linear Slot ซ่อนในแนวฝ้า หรือกำหนดสี Powder Coat พิเศษ
- ผู้รับเหมา / ช่างติดตั้งระบบปรับอากาศ คือ ผู้ติดตั้งตามแบบ โดยจะมีการตรวจสอบความถูกต้องหน้างาน ตรวจระยะฝ้า คอท่อ และแนวลมจริงก่อนติดตั้ง เพื่อป้องกันการรั่ว หรือลมย้อน
- เจ้าของอาคาร หรือ เจ้าหน้าที่บริหารโปรเจค คือ ผู้อนุมัติ และตรวจสอบความเหมาะสมของการบำรุงรักษา
สรุป
สั่ง หัวจ่ายแอร์ ให้ถูกต้อง เริ่มต้นจากการรู้ข้อมูลของพื้นที่จริง ทั้งขนาดห้อง แรงดันลม รูปแบบการใช้งาน ไปจนถึงข้อจำกัดหน้างาน การวัดขนาดอย่างแม่นยำ และเลือกประเภทหัวจ่าย ที่ตรงฟังก์ชันการใช้งาน จะช่วยให้ระบบปรับอากาศ ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ลมกระจายสม่ำเสมอ และลดปัญหาการแก้งานติดตั้ง หากไม่แน่ใจว่า จะเลือกแบบไหนให้เหมาะกับงานของคุณ สามารถสอบถาม หรือส่งแบบมาให้ประเมินเบื้องต้นได้ที่ Line : @udirons หรือ เบอร์ 084-326-6454

